คนตอบ.com
กลับไปที่เทคนิคงานวิจัย

วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) ด้วย SPSS: KMO, Bartlett, Eigenvalue ครบทุกขั้น

โดย คนตอบ.com อ่าน 3 นาที
วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) ด้วย SPSS: KMO, Bartlett, Eigenvalue ครบทุกขั้น
สารบัญ (15)

หลังเก็บแบบสอบถามครบแล้ว คำถามที่ทำให้นักศึกษา ป.โท ติดอยู่ที่บทที่ 4 นานที่สุดข้อหนึ่งคือ “ข้อคำถาม 40 ข้อของเรา จริง ๆ แล้ววัดอยู่กี่เรื่อง?” การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis หรือ EFA) คือเครื่องมือที่ตอบคำถามนี้ — มันดูรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างข้อคำถามทั้งหมด แล้วจัดกลุ่มข้อที่ “ขยับไปด้วยกัน” ให้อยู่องค์ประกอบเดียวกัน

บทความนี้พาทำทีละขั้นใน SPSS พร้อมเกณฑ์ตัดสินที่กรรมการถามจริง

EFA ใช้ตอนไหน (และตอนไหนไม่ควรใช้)

ใช้ EFA เมื่อ:

  • คุณ สร้างแบบสอบถามขึ้นใหม่ หรือดัดแปลงจากของเดิมจนโครงสร้างอาจเปลี่ยน
  • ต้องการ ลดจำนวนตัวแปร จากข้อคำถามหลายสิบข้อ ให้เหลือองค์ประกอบไม่กี่ตัวเพื่อเอาไปวิเคราะห์ถดถอยต่อ
  • ต้องการ หลักฐานความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) มายืนยันเครื่องมือ

ไม่ควรใช้ EFA เมื่อ:

  • เครื่องมือของคุณมีทฤษฎีกำหนดโครงสร้างชัดเจนอยู่แล้ว และคุณแค่ต้องการยืนยัน — กรณีนี้ควรใช้ CFA
  • กลุ่มตัวอย่างน้อยกว่า 100 คน — ผลจะไม่เสถียร รันสองครั้งได้คนละคำตอบ
  • ข้อคำถามเป็นมาตรวัดเชิงสร้าง (Formative) เช่น “รายได้” “อายุ” ที่ไม่ได้สะท้อนแนวคิดร่วมกัน

จุดที่คนพลาดบ่อย: EFA กับ Cronbach’s Alpha ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน EFA ตอบว่า “ข้อไหนอยู่กลุ่มเดียวกัน” (ความตรง) ส่วน Alpha ตอบว่า “ข้อในกลุ่มนั้นวัดสอดคล้องกันแค่ไหน” (ความเชื่อมั่น) ต้องทำทั้งคู่ และต้องทำ EFA ก่อน แล้วค่อยคำนวณ Alpha แยกรายองค์ประกอบ

ขั้นที่ 1: ตรวจว่าข้อมูลเหมาะจะทำ EFA ไหม

ก่อนวิเคราะห์ ต้องผ่านด่านสองอย่างนี้ก่อน ไม่ผ่านคือทำต่อไม่ได้

เกณฑ์ผ่าน/ไม่ผ่าน ก่อนทำ EFA

KMO
> 0.50

ยิ่งสูงยิ่งดี 0.80 ขึ้นไปถือว่าดีมาก ถ้าต่ำกว่า 0.50 แปลว่าข้อคำถามไม่เกาะกลุ่มกันพอ

Bartlett's Sig.
< 0.05

ต้องมีนัยสำคัญ (ตรงข้ามกับการทดสอบอื่น) เพื่อยืนยันว่าตัวแปรสัมพันธ์กันจริง

KMO (Kaiser-Meyer-Olkin)

ค่านี้บอกว่าข้อคำถามของคุณมีความสัมพันธ์กันมากพอที่จะจัดกลุ่มได้ไหม เกณฑ์ของ Kaiser (1974):

ค่า KMOการแปลผล
0.90 – 1.00ดีมาก (Marvelous)
0.80 – 0.89ดี (Meritorious)
0.70 – 0.79ปานกลาง (Middling)
0.60 – 0.69พอใช้ (Mediocre)
0.50 – 0.59ต่ำ (Miserable) — ยังทำได้แต่ต้องระวัง
ต่ำกว่า 0.50ยอมรับไม่ได้ ต้องทบทวนเครื่องมือ

ถ้า KMO รวมต่ำ ให้ดูตาราง Anti-image Correlation ค่าในแนวทแยง (มีเครื่องหมาย a กำกับ) คือ KMO รายข้อ ข้อไหนต่ำกว่า 0.50 ให้พิจารณาตัดออกทีละข้อ แล้วรันใหม่

Bartlett’s Test of Sphericity

ค่านี้ต้อง Sig. < 0.05 ซึ่งกลับด้านกับการทดสอบส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคย เหตุผลคือสมมติฐานหลัก (H₀) ของมันคือ “เมทริกซ์สหสัมพันธ์เป็นเมทริกซ์เอกลักษณ์” หรือแปลง่าย ๆ ว่า “ตัวแปรทุกตัวไม่สัมพันธ์กันเลย” — ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากปฏิเสธ

ในทางปฏิบัติ ถ้ากลุ่มตัวอย่างของคุณเกิน 200 คน Bartlett’s Test มักมีนัยสำคัญเสมอ จึงเป็นด่านที่ผ่านง่าย ตัวที่ต้องระวังจริง ๆ คือ KMO

ขั้นที่ 2: สกัดองค์ประกอบ (Extraction)

ใน SPSS ไปที่ Analyze > Dimension Reduction > Factor แล้วตั้งค่าตามนี้

  • Method: Principal Components (PCA) — เป็นค่ามาตรฐานที่วิทยานิพนธ์ไทยใช้มากที่สุด ถ้าอาจารย์เน้นทฤษฎีอาจขอ Principal Axis Factoring แทน
  • Extract: Eigenvalues greater than 1 (เกณฑ์ของ Kaiser)
  • ติ๊ก Scree plot ไว้ด้วย

อ่าน Eigenvalue อย่างไร

Eigenvalue คือปริมาณความแปรปรวนที่องค์ประกอบนั้นอธิบายได้ เทียบเป็นหน่วย “เท่าของตัวแปรหนึ่งตัว” องค์ประกอบที่มี Eigenvalue น้อยกว่า 1 แปลว่ามันอธิบายได้น้อยกว่าข้อคำถามเดี่ยว ๆ หนึ่งข้อเสียอีก จึงไม่คุ้มที่จะเก็บไว้

ดูที่ตาราง Total Variance Explained และตรวจสองอย่าง:

  1. มีกี่องค์ประกอบที่ Eigenvalue > 1 — นั่นคือจำนวนองค์ประกอบที่ SPSS แนะนำ
  2. % of Cumulative Variance รวมได้เท่าไร — ควรได้อย่างน้อย 60% ขึ้นไปจึงถือว่าโมเดลอธิบายข้อมูลได้ดีพอ (ในงานสังคมศาสตร์ 50% ก็พอรับได้)

เมื่อ Eigenvalue ไม่ตรงกับทฤษฎี

กรณีคลาสสิก: คุณออกแบบแบบสอบถามไว้ 4 ด้าน แต่ SPSS สกัดออกมาได้ 6 องค์ประกอบ ทางเลือกคือ

  • ดู Scree Plot หาจุดหักศอก (Elbow) — จำนวนองค์ประกอบก่อนจุดที่กราฟเริ่มแบนราบ มักสมเหตุสมผลกว่าเกณฑ์ Eigenvalue > 1
  • บังคับจำนวนองค์ประกอบ ตามทฤษฎี โดยเลือก Fixed number of factors แล้วใส่ 4 — วิธีนี้ยอมรับได้ถ้าคุณอ้างอิงทฤษฎีชัดเจนในบทที่ 2

ขั้นที่ 3: หมุนแกน (Rotation)

ผลดิบก่อนหมุนแกนมักอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะข้อคำถามขึ้นหลายองค์ประกอบพร้อมกัน การหมุนแกนช่วยให้แต่ละข้อ “เลือกข้าง” ชัดขึ้น

  • Varimax (Orthogonal) — สมมติว่าองค์ประกอบเป็นอิสระต่อกัน เป็นตัวเลือกมาตรฐานและอ่านง่ายที่สุด ใช้ตัวนี้ถ้าไม่มีเหตุผลอื่น
  • Promax / Direct Oblimin (Oblique) — ยอมให้องค์ประกอบสัมพันธ์กันได้ เหมาะเมื่อทฤษฎีบอกว่าองค์ประกอบเกี่ยวข้องกัน เช่น “ความพึงพอใจ” กับ “ความภักดี”

ในหน้าต่าง Options ให้ติ๊ก Sorted by size และ Suppress small coefficients ที่ 0.50 ตาราง Rotated Component Matrix จะอ่านง่ายขึ้นมาก เพราะเหลือแต่ค่าที่เข้าเกณฑ์

ขั้นที่ 4: อ่าน Factor Loading และตัดข้อที่มีปัญหา

Factor Loading คือค่าสหสัมพันธ์ระหว่างข้อคำถามกับองค์ประกอบ ยิ่งสูงยิ่งแปลว่าข้อนั้นเป็นตัวแทนขององค์ประกอบได้ดี

เกณฑ์ตัดข้อ

1. Loading ต่ำเกินไป — วิทยานิพนธ์ไทยนิยมใช้เกณฑ์ 0.50 ส่วน Hair et al. (2010) ให้เกณฑ์ตามขนาดกลุ่มตัวอย่าง:

ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)Factor Loading ขั้นต่ำ
1000.55
1500.45
2000.40
2500.35
350 ขึ้นไป0.30

2. Cross-loading — ข้อที่ขึ้นสององค์ประกอบพร้อมกัน โดยค่าต่างกันน้อยกว่า 0.20 เช่น ข้อหนึ่งได้ 0.55 ในองค์ประกอบ 1 และ 0.48 ในองค์ประกอบ 2 ข้อแบบนี้วัดไม่ชัด ควรตัด

3. องค์ประกอบที่มีข้อเดียว — องค์ประกอบควรมีอย่างน้อย 3 ข้อ ถ้าเหลือ 1-2 ข้อ ให้พิจารณายุบรวมหรือตัดทิ้ง

ตัดทีละข้อเสมอ

นี่คือจุดที่คนทำผิดบ่อยที่สุด — อย่าตัดข้อที่ไม่ผ่านทั้งหมดพร้อมกัน เพราะการตัดข้อหนึ่งออกจะเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทั้งหมด ข้อที่เดิมไม่ผ่านอาจกลับมาผ่านได้

ขั้นตอนที่ถูกต้อง: ตัดข้อที่แย่ที่สุด หนึ่งข้อ → รันใหม่ → ดูผล → ตัดต่ออีกหนึ่งข้อถ้ายังมีปัญหา → วนไปจนทุกข้อเข้าเกณฑ์

ขั้นที่ 5: ตั้งชื่อองค์ประกอบและตรวจความเชื่อมั่น

เมื่อโครงสร้างนิ่งแล้ว ให้ดูว่าข้อคำถามในแต่ละองค์ประกอบมีความหมายร่วมกันอย่างไร แล้วตั้งชื่อให้สื่อความ เช่น องค์ประกอบที่รวมข้อเกี่ยวกับความเร็วในการตอบกลับ ความสุภาพ และความเอาใจใส่ อาจตั้งชื่อว่า “คุณภาพการให้บริการ”

จากนั้นคำนวณ Cronbach’s Alpha แยกรายองค์ประกอบ ไม่ใช่รวมทั้งฉบับ เพราะแต่ละองค์ประกอบวัดคนละเรื่องกัน — คำนวณ Cronbach’s Alpha ออนไลน์ได้ที่นี่ ถ้าค่า Alpha ขององค์ประกอบไหนต่ำกว่า 0.70 ให้อ่าน วิธีแก้ค่า Alpha ต่ำ ประกอบ

วิธีเขียนรายงานในบทที่ 4

เขียนให้ครบ 4 ส่วนนี้ กรรมการจะไม่ถามซ้ำ:

ผู้วิจัยตรวจสอบความเหมาะสมของข้อมูลก่อนการวิเคราะห์องค์ประกอบ พบว่าค่า Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) เท่ากับ .873 ซึ่งอยู่ในระดับดี และการทดสอบ Bartlett’s Test of Sphericity มีนัยสำคัญทางสถิติ (χ² = 4,281.62, df = 435, p < .001) แสดงว่าข้อมูลมีความเหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบ

การสกัดองค์ประกอบด้วยวิธี Principal Component Analysis และหมุนแกนแบบ Varimax โดยใช้เกณฑ์ค่าไอเกน (Eigenvalue) มากกว่า 1 ได้องค์ประกอบจำนวน 4 องค์ประกอบ สามารถอธิบายความแปรปรวนสะสมได้ร้อยละ 68.42

ผู้วิจัยคัดเลือกข้อคำถามที่มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) ตั้งแต่ .50 ขึ้นไป และตัดข้อคำถามที่มีค่าน้ำหนักคาบเกี่ยวสององค์ประกอบออก คงเหลือข้อคำถามทั้งสิ้น 26 ข้อ จากเดิม 30 ข้อ

อย่าลืมแนบ ตาราง Rotated Component Matrix และตารางค่าความเชื่อมั่นรายองค์ประกอบไว้ในภาคผนวก

เช็กลิสต์ก่อนส่ง

  • KMO > 0.50 และรายงานค่าจริง ไม่ใช่แค่บอกว่า “ผ่านเกณฑ์”
  • Bartlett’s Test มีนัยสำคัญ พร้อมรายงาน χ² และ df
  • Cumulative Variance รวมอย่างน้อย 60%
  • ทุกข้อมี Factor Loading เข้าเกณฑ์ตามขนาดกลุ่มตัวอย่าง
  • ไม่มีข้อที่ Cross-loading เหลืออยู่
  • ทุกองค์ประกอบมีอย่างน้อย 3 ข้อ
  • คำนวณ Cronbach’s Alpha แยกรายองค์ประกอบแล้ว
  • ชื่อองค์ประกอบสอดคล้องกับความหมายของข้อคำถามในกลุ่ม

ข้อมูลไม่พอ ผลก็ไม่นิ่ง

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดของ EFA ในวิทยานิพนธ์ ป.โท ไม่ใช่การตั้งค่าใน SPSS ผิด แต่คือ กลุ่มตัวอย่างน้อยเกินไป ที่ 100-150 คนกับข้อคำถาม 30 ข้อ โครงสร้างองค์ประกอบจะไม่เสถียร ตัดข้อหนึ่งออกแล้วทั้งตารางพลิก ทำให้ต้องนั่งวนอยู่หลายวัน

ถ้าอัตราส่วนของคุณยังไม่ถึง 5 คนต่อข้อ ทางแก้ที่เร็วที่สุดคือเก็บข้อมูลเพิ่ม — ไม่ใช่ปรับเกณฑ์ให้หลวมลง เพราะกรรมการจะจับได้ในห้องสอบ


อ่านต่อ:

📚 บทความที่เกี่ยวข้อง

★★★★★ 4.9/5 · จาก 36 รีวิวจริงบน Fastwork

สนใจบริการหาผู้ตอบแบบสอบถาม?

เราช่วยให้งานวิจัยของคุณเสร็จทันเวลา ด้วยกลุ่มตัวอย่างที่แม่นยำและรวดเร็ว

ประเมินราคาฟรี ไม่มีข้อผูกมัดชำระปลอดภัยผ่าน Fastwork EscrowPDPA 100%ตอบกลับใน 24h